ในบทความนี้จะเริ่มเรียนรู้ ในด้านการจัดการเคลื่อนย้ายสิืนค้าคงคลังให้เกิด ความสมดุลและมีประสิทธิภาพ ร่วมกันทั้ง Supply Chain ....
การที่จะทำให้ Supply Chain เกิดประสิทธิภาพที่ดีนั้น จะต้องเริ่มจากการสร้างความร่วมมือ กันระหว่าง 2 ฝ่าย ได้แก่ ร้านค้า และผู้ผลิืต ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นข้อมูลเดียวกัน(Information Flow) รวมถึงผลลัพท์จะต้องมีการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเหมาะสม ในทั้ง Supply Chain แต่หากมองในวัตถุประสงค์ของ 2 ฝ่ายจะมีความขัดแย้งกันอย่างมาก
1. ฝั่ง Supplier และผู้ผลิต (** Supply) จะมีกำไรได้จากการทำให้เกิด Economy of Scale ให้มีปริมาณการผลิตที่มากที่สุด นั่นหมายถึง
- ต้องการผลิตสินค้าครั้งละมากๆ เพื่อ Set Up cost จะต่ำลง
- สั่งสินค้าไม่บ่อย แต่สั่งครั้งละมากๆ เพื่อ ต้นทุนขนส่งสินค้าจะน้อยและคุ้มค่าเที่ยวในการขนส่ง
- ต้องการ Order ที่แน่นอนและให้เวลาในการสั่งสินค้าล่วงหน้า(Takt Time) มากๆ เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตให้เกิด Stock น้อยที่สุด
- ต้องการสินค้าที่ไม่มีความหลากหลายซึ่งทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร และ Product Cost ให้น้อยที่สุด
2. ฝั่งของ Retail และลูกค้า(** Demand) กล่าวได้ว่าเป็นตัวแทนของความต้องการตลาดที่ ไม่มีความแน่นอนปรับเปลี่ยนตามความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด หรือเน้นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าสูงสุด นั่นเอง ดังนั้นความต้องการของฝั่ง Demand นี้คือ
- ต้องการสั่งสินค้าบ่อยๆ แต่ทีละน้อยๆ เนื่องจากไม่ต้องการรับภาระของสินค้าที่คงค้าง หรือขายไม่ออก จากความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป เช่น สินค้า IT ที่มีการเปลียนรุ่นเร็ว ร้านค้ามักจะมีโอกาสขาดทุนจากสินค้าที่ตกรุ่น
- สั่งสินค้าช้า แต่อยากได้สินค้าเร็ว เนื่องจากความต้องการลูกค้าไม่แน่นอน ดังนั้นการสั่งสินค้าช้าหรือมีการสั่งเมื่อมีลูกค้า ย่อมให้ความแน่นอนมากกว่า ในขณะที่ต้องการสินค้าที่เร็วเนื่องจากต้องการตอบสนองความพึงพอใจลูกค้าให้ได้มากที่สุด และลดการยกเลิกจากการรอคอยสินค้านานๆ
- ต้องการสินค้าที่หลากหลาย เนื่องจากตลาดในปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง จึงทำให้นักการตลาดมีการแตกสินค้าหลายๆ Segment เพื่อเป็นการเจาะตลาดรวมถึงการสร้างฐานการตลาดเพื่อป้องกันคู่แข่งเข้ามาแข่งขันในด้านของสินค้าทดแทน
* จะเห็นได้ว่า ความขัดแย้งของความต้องการนั่นจะเป็นอุปสรรค์ต่อการให้เกิดความร่วมมือกันใน Supply Chain ดังนั้นจึงได้มีการนำ Push และ Pull Strategy เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการขนถ่ายสินค้า ให้สามารถตอบสนองความต้องการฝั่ง Demand และ Supply ให้สามารถดำเนินธุรกิจร่วมกันได้ ซึ่งจะนำเสนอในบทความครั้งหน้าครับ ..................
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การจัดการปฎิบัติการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การจัดการปฎิบัติการ แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ความสัมพันธ์ระหว่าง Service Level , Inventory และความผันผวน
บทความนี้เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับ Service Level กันว่าคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร กันครับ
เริ่มจาก Service Level คืออะไร ....... Service Level หมายถึง การกำหนดค่าที่ใช้วัดการตอบสนองความต้องการของลูกค้า .... หรือการที่กำหนดว่าโอกาสของสินค้าจะไม่เกิดการขาด Stock มีกี่เปอร์เซนต์ อธิบายจากภาพข้างล่างโดยใช้หลักสถิืติดังนี้
ยกตัวอย่างเช่น เราขายสินค้าชนิดหนึ่ง มีค่าเฉลี่ย ที่ 100 ชิ้นต่อเดือน แต่ในความเป็นจริงการขายสินค้ามีโอกาสที่จะขายเกินกว่า 100 ชิ้น ที่ 50%(พื้นที่ใต้กราฟด้านวามือ) รวมถึงมีโอกาสที่จะขายสินค้าต่ำกว่า 100 ชิ้น ที่ 50% เช่นกัน(พื้นที่ใต้กราฟทางซ้ายมือ) แสดงให้เห็นว่าถ้าเรา Stock สินค้าเพื่อขายล่วงหน้า 100 ชิ้น มีโอกาสที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าแล้วของขาดหรือไม่พอขายที่ 50%
ดังนั้นในความเป็นจริง ร้านค้าจะต้องมีการเผื่อสินค้าให้เพียงพอต่อการขายที่มีความผันผวนตลอดเวลา แต่การที่จะกำหนดว่าควรจะ Stock สินค้าเกินกว่าค่าเฉลี่ยเท่าใดนั้น จะถูกกำหนดโดย Service Level
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเก็บค่าสถิติย้อนหลัง 3 ปี พบว่า ค่าเฉลี่ยของการขายสินค้า A มีค่า 100 ชิ้นต่อเดือน และมีค่า SD ที่ 50
ถ้าเราต้องการให้มี Service Level ที่ 96% หรือ โอกาสที่ลูกค้าซื้อของแล้วไม่ได้สินค้าเนื่องจากของหมดอยู่ที่ 4% เราควรมี Stock สินค้าเท่าใด
จากกราฟด้านบน โอกาสที่สินค้า A จะขาด Stock ที่ 4%( 100 - 95.4 ~ 4%) อยู่ที่ ค่าเฉลี่ย + 2SD
หรือ 100 + 50x2 = 200 ชิ้นต่อเดือน แสดงว่าถ้าเราต้องการ Service Level ที่ 96% เราจะต้องมีการ Stock สินค้า A ไว้ที่ 200 ชิ้นต่อเดือน
** จะเห็นได้ว่า Service Level ที่สูงจะส่งผลต่อ จำนวน Stock สินค้าหรือ Inventory ที่สูงขึ้นตามอัตรา Service Level ที่สูงขึ้น
** ในขณะเดียวกัน ที่ Service Level ที่เท่ากัน สินค้าที่มีความไม่แน่นอน หรือความผันผวนสูง จะทำให้ต้องมี Stock สินค้า หรือ Inventory ที่มากกว่า
** คำถามคือ ถ้าเราต้องการลด Stock หรือ Inventory จะต้องลด Service Level ลงใช่หรือไม่?
** คำตอบคือ ในทาง Supply Chain จะมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นวัตถุประสงค์หลัก ดังนั้น การที่ Service Level ที่สูงจะเป็นการดีต่อการตอบสนองความต้องการลูกค้า แต่อย่างไรก็ตาม Supply Chain จะต้องทำให้ Stock สินค้ามีปริมาณที่น้อยที่สุด
ดังนั้นทางที่จะลด Stock ได้นั้นจะต้องลดที่ ความไม่แน่นอน หรือ ความผันผวนลง
จากตัวอย่างที่ผ่านมา ถ้าเราสามารถลดค่า SD ของสินค้า A ลงเหลือ 25% ดังนั้น ถ้าเราต้องการ Service Level คงที่ที่ 96% นั่นหมายถึง Stock สินค้าจะมีจำนวน 100 + 2x25 = 150 ชิ้น
ดังนั้นในทาง Supply Chain การลดความผันผวนจะทำให้เราสามารถ ลด Stock สินค้า หรือ Inventory ได้ลดลง หรือแม้แต่การที่คง Inventory ในอัตราส่วนคงที่ แต่สามารถตอบสนองความต้องการใด้ดีขึ้น
แล้วเราจะลดความผันผวนได้อย่างไร ..... ลองอ่านบทความก่อนหน้านี้เช่น VMI , Risk Pooling จะเป็นวิธีการที่ทำให้ความผันผวนลดลงครับ ....
ในบทที่ผ่านมาทั้งหมด จะเป็นการจัดการในส่วนของ Information Flow โดยมุ่งเน้นความถูกต้องของข้อมูล ตั้งแต่ปลายน้ำไป ถึงต้นน้ำ และการจัดการความผันผวน ต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลเกิดประสิทธิืภาพสูงสุดต่อการนำไป กำหนดแผนการผลิต ในบทความหน้าจะมานำเสนอในส่วนของ การจัดการสินค้าและการเคลื่อนย้ายสินค้าให้มีประสิทธิภาพ( Product Flow) ..........
เริ่มจาก Service Level คืออะไร ....... Service Level หมายถึง การกำหนดค่าที่ใช้วัดการตอบสนองความต้องการของลูกค้า .... หรือการที่กำหนดว่าโอกาสของสินค้าจะไม่เกิดการขาด Stock มีกี่เปอร์เซนต์ อธิบายจากภาพข้างล่างโดยใช้หลักสถิืติดังนี้
ยกตัวอย่างเช่น เราขายสินค้าชนิดหนึ่ง มีค่าเฉลี่ย ที่ 100 ชิ้นต่อเดือน แต่ในความเป็นจริงการขายสินค้ามีโอกาสที่จะขายเกินกว่า 100 ชิ้น ที่ 50%(พื้นที่ใต้กราฟด้านวามือ) รวมถึงมีโอกาสที่จะขายสินค้าต่ำกว่า 100 ชิ้น ที่ 50% เช่นกัน(พื้นที่ใต้กราฟทางซ้ายมือ) แสดงให้เห็นว่าถ้าเรา Stock สินค้าเพื่อขายล่วงหน้า 100 ชิ้น มีโอกาสที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าแล้วของขาดหรือไม่พอขายที่ 50%
ดังนั้นในความเป็นจริง ร้านค้าจะต้องมีการเผื่อสินค้าให้เพียงพอต่อการขายที่มีความผันผวนตลอดเวลา แต่การที่จะกำหนดว่าควรจะ Stock สินค้าเกินกว่าค่าเฉลี่ยเท่าใดนั้น จะถูกกำหนดโดย Service Level
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเก็บค่าสถิติย้อนหลัง 3 ปี พบว่า ค่าเฉลี่ยของการขายสินค้า A มีค่า 100 ชิ้นต่อเดือน และมีค่า SD ที่ 50
ถ้าเราต้องการให้มี Service Level ที่ 96% หรือ โอกาสที่ลูกค้าซื้อของแล้วไม่ได้สินค้าเนื่องจากของหมดอยู่ที่ 4% เราควรมี Stock สินค้าเท่าใด
จากกราฟด้านบน โอกาสที่สินค้า A จะขาด Stock ที่ 4%( 100 - 95.4 ~ 4%) อยู่ที่ ค่าเฉลี่ย + 2SD
หรือ 100 + 50x2 = 200 ชิ้นต่อเดือน แสดงว่าถ้าเราต้องการ Service Level ที่ 96% เราจะต้องมีการ Stock สินค้า A ไว้ที่ 200 ชิ้นต่อเดือน
** จะเห็นได้ว่า Service Level ที่สูงจะส่งผลต่อ จำนวน Stock สินค้าหรือ Inventory ที่สูงขึ้นตามอัตรา Service Level ที่สูงขึ้น
** ในขณะเดียวกัน ที่ Service Level ที่เท่ากัน สินค้าที่มีความไม่แน่นอน หรือความผันผวนสูง จะทำให้ต้องมี Stock สินค้า หรือ Inventory ที่มากกว่า
** คำถามคือ ถ้าเราต้องการลด Stock หรือ Inventory จะต้องลด Service Level ลงใช่หรือไม่?
** คำตอบคือ ในทาง Supply Chain จะมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นวัตถุประสงค์หลัก ดังนั้น การที่ Service Level ที่สูงจะเป็นการดีต่อการตอบสนองความต้องการลูกค้า แต่อย่างไรก็ตาม Supply Chain จะต้องทำให้ Stock สินค้ามีปริมาณที่น้อยที่สุด
ดังนั้นทางที่จะลด Stock ได้นั้นจะต้องลดที่ ความไม่แน่นอน หรือ ความผันผวนลง
จากตัวอย่างที่ผ่านมา ถ้าเราสามารถลดค่า SD ของสินค้า A ลงเหลือ 25% ดังนั้น ถ้าเราต้องการ Service Level คงที่ที่ 96% นั่นหมายถึง Stock สินค้าจะมีจำนวน 100 + 2x25 = 150 ชิ้น
ดังนั้นในทาง Supply Chain การลดความผันผวนจะทำให้เราสามารถ ลด Stock สินค้า หรือ Inventory ได้ลดลง หรือแม้แต่การที่คง Inventory ในอัตราส่วนคงที่ แต่สามารถตอบสนองความต้องการใด้ดีขึ้น
แล้วเราจะลดความผันผวนได้อย่างไร ..... ลองอ่านบทความก่อนหน้านี้เช่น VMI , Risk Pooling จะเป็นวิธีการที่ทำให้ความผันผวนลดลงครับ ....
ในบทที่ผ่านมาทั้งหมด จะเป็นการจัดการในส่วนของ Information Flow โดยมุ่งเน้นความถูกต้องของข้อมูล ตั้งแต่ปลายน้ำไป ถึงต้นน้ำ และการจัดการความผันผวน ต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลเกิดประสิทธิืภาพสูงสุดต่อการนำไป กำหนดแผนการผลิต ในบทความหน้าจะมานำเสนอในส่วนของ การจัดการสินค้าและการเคลื่อนย้ายสินค้าให้มีประสิทธิภาพ( Product Flow) ..........
วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
การลดความผันผวนของข้อมูลโดย Risk Pooling
Risk Pooling หรือการรวมความเสี่ยงเป็นวิธีการทีีมุ่งเน้นการลดความผันผวนของข้อมูล โดยนำแนวคิดทางสถิติมาใช้ โดยมีพื้้นฐาน จากบทความครั้งก่อน โดยการหาวิธีในการเพิี่มค่าเฉลี่ยให้มากกว่าการเพิ่มขึ้นของส่วนเบียงเบนมาตราฐาน ซึ่งจะทำให้ค่า CV มีแนวโน้มที่ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ โดยมีวิธีการดังนีั้
1. Risk Pooling across Location หรือการนำข้อมูลของหลายๆพื้นที่ มารวมกลุ่มกัน เช่น ร้านค้าปลีกรายย่อยในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมี 100 ร้านค้า การจะทำนายความต้องการของหลายๆร้านค้า ทำได้ยาก แต่ในการวางแผนการผลิต จะนำ ยอดขายร้านค้ามารวมกลุ่มกัน เป็นยอดขายของภาคเหนือแทน
2. Risk Pooling across Product โดยการทำให้สินค้า มีการใช้ทดแทนกันได้ เช่น Toyota ที่มีการผลิต ครัทซี , เครื่องยนต์ และระบบพวงมาลัย ที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ในรถหลายๆรุ่น เช่้น Toyota Collara และ Soluna สามารถใช้อะไหลหลายๆชิ้นร่วมกัน , Toyota Vigo และ Toyota Fortuner สามารถใช้ชิ้นส่วนร่วมกันได้ เป็นต้น
3. Risk Pooling across time ซึ่งเกิดจากสินค้าที่มีความเป็น Seasnonal หรือมียอดขายขึ้นลงตามฤดูการ การรวมความเสี่ยงจะเป็นการ กระจายยอดขายในช่วง Hign Season ให้น้อยลง และเพิ่มยอดขายในช่วง Low Season ให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้การผลิตสินค้ามีความสมำเสมอเพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะมีการเปิดจองล่วงหน้า โดยเสนอราคาที่ต่ำกว่า รวมถึงการ ตั้งระดับราคาที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเพื่อโน้มน้าวให้ผู้ใช้บริการ ลดการใช้บริการพร้อมๆกันในช่วงเวลาเดียว ทำให้ลดความผันผวนของ CV ได้
....... นอกจากนี้ การลดความผันผวนยังส่งผลทำให้ กิจการมีความสามารถในการบริการลูกค้าเพิ่มยิ่งขึ้น รวมถึงมี สินค้าคงคลังน้อยลง ซึ่ง ค่าที่ใช้วัดประสิทธิืภาพในการบริการลูกค้า เรียกว่า Service Level ซึ่งจะกล่าวต่อไปในบทความหน้า ครับ ...
1. Risk Pooling across Location หรือการนำข้อมูลของหลายๆพื้นที่ มารวมกลุ่มกัน เช่น ร้านค้าปลีกรายย่อยในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมี 100 ร้านค้า การจะทำนายความต้องการของหลายๆร้านค้า ทำได้ยาก แต่ในการวางแผนการผลิต จะนำ ยอดขายร้านค้ามารวมกลุ่มกัน เป็นยอดขายของภาคเหนือแทน
2. Risk Pooling across Product โดยการทำให้สินค้า มีการใช้ทดแทนกันได้ เช่น Toyota ที่มีการผลิต ครัทซี , เครื่องยนต์ และระบบพวงมาลัย ที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ในรถหลายๆรุ่น เช่้น Toyota Collara และ Soluna สามารถใช้อะไหลหลายๆชิ้นร่วมกัน , Toyota Vigo และ Toyota Fortuner สามารถใช้ชิ้นส่วนร่วมกันได้ เป็นต้น
3. Risk Pooling across time ซึ่งเกิดจากสินค้าที่มีความเป็น Seasnonal หรือมียอดขายขึ้นลงตามฤดูการ การรวมความเสี่ยงจะเป็นการ กระจายยอดขายในช่วง Hign Season ให้น้อยลง และเพิ่มยอดขายในช่วง Low Season ให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้การผลิตสินค้ามีความสมำเสมอเพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะมีการเปิดจองล่วงหน้า โดยเสนอราคาที่ต่ำกว่า รวมถึงการ ตั้งระดับราคาที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเพื่อโน้มน้าวให้ผู้ใช้บริการ ลดการใช้บริการพร้อมๆกันในช่วงเวลาเดียว ทำให้ลดความผันผวนของ CV ได้
....... นอกจากนี้ การลดความผันผวนยังส่งผลทำให้ กิจการมีความสามารถในการบริการลูกค้าเพิ่มยิ่งขึ้น รวมถึงมี สินค้าคงคลังน้อยลง ซึ่ง ค่าที่ใช้วัดประสิทธิืภาพในการบริการลูกค้า เรียกว่า Service Level ซึ่งจะกล่าวต่อไปในบทความหน้า ครับ ...
วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ความสำคัญของข้อมูลและการจัดการข้อมูลใน Supply Chain
จากบทความก่อนหน้า จะเห็นได้ว่าปัญหาในฝั่งของ Demand จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลความต้องการสินค้าซึ่งมีผลต่อการวางแผนการผลิตสินค้า โดยเกิดจากปัจจัยบ 2 ด้าน ได้แก่ ในด้านข้อมูลที่มีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และ ความไม่แน่นอนของอนาคตทีี่่ไม่สามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำ
ดังนั้น การที่จะเพิ่มประิสิทธิภาพการจัดการใน Supply Chain จะต้องเน้นที่การจัดการข้อมูลให้มีความถูกต้องและมีความผันผวนของข้อมูลได้น้อยที่สุด หรือกล่าวได้ว่า จะต้องทำให้เกิดการลี่นไหลของข้อมูลที่ดี
(Information Flow)
1. การป้องกันปัญหาที่เกิด จาก Pacnic Order หรือยอดขายตกกะใจ เป็นยอดขายที่เกิดขึ้นจากความกังวลว่าสินค้าจะมีความต้องการสูงและมีสินค้าไม่พอขาย จึงเกิดการกักตุนสินค้าเกินความต้องการตลาด ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้ ทำได้โดยการที่ ทำให้เกิดการลื่นไหลของความต้องการที่แท้จริง หรือ อัตราการขายสินค้าที่แท้จริงที่เกิดขึ้น จากปลายน้ำ ไปยังต้นน้ำ ให้มีการใช้ข้อมูลเดี่ยวกัน ทั้ง Supply Chain ยกตัวอย่างเช่น
- การเชื่อมโยงข้อมูล ร้านค้าปลีกแต่ละร้าน ไปยังโรงงานผู้ผลิต รวมถึง Supplier
- การใช้กลยุทธ์ VMI(Vendor Mamanged Inventory) เป็นการวางสินค้าของโรงงานผู้ผลิต ไว้ในโกดังสินค้าของร้านค้า โดยที่กรรมสิทธิ์ ของสินค้ายังเป็นของโรงงานผลิต จะมีการโอนกรรมสิทธ เมื่อขายสินค้า ซึ่งจะทำให้เกิดผลประัโยชน์ ในด้านร้านค้าปลีก ที่มีสินค้าเต็มโกดังตลอดเวลา โดยไม่ต้องลงทุนซื้อสินค้าเพื่อกักตุน เกิดความอุ่นใจ ลด Pacnic Order ในด้านของผู้ผลิต สามารถทราบ Demand ของสินค้าแต่ละชนิด จาการเช็คสินค้าภายในโกดังของร้านค้าปลี่กที่ลดลง ทำให้สามารถกำหนดแผนการผลิตได้อย่างถูกต้องและลดผลจาก Pacnic Order ซึ่งจะทำให้เกิด ฺBullwhisp effect ตามมา
แต่อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญ ในการที่จะทำให้เกิดการไหลของข้อมูลชุดเดี่ยวกันนั้น จะต้องสร้างความร่วมมือใน Supply Chain ให้เกิดความแน่นแฟ้น เปรียบเสมือนการผูกโซ่เชื่อมกัน เป็นองค์กรเดียวกันโดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคสูงสุด
2. การป้องกันปัญหาจากความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นปัจจัยอีกตัวหนึ่งที่ทำให้การคาดการณ์มีโอกาสที่ผิดพลาด จากทฤษฎีการพยากรณ์ที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้
จากการที่ค่าของการพยากรณ์ผิดเสมอ แสดงว่าค่าพยากรณ์จะมีความคลาดเคลื่อน ดังนั้นวิธีการคาดการณ์ ค่าจากการพยากรณ์จะนำแนวคิดของหลัก สถิติ (Statistic) มาใช้ โดย
ค่าเฉลี่ย แทน คาดการณ์ยอดขาย ,
ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน หรือ SD แทนความคลาดเคลื่อนของยอดขาย ที่ไม่เป็นตามค่า
ที่คาด การณ์หรือค่าเฉลี่ย
โดยค่าที่บอก ความไม่แน่นอน( Uncertainty ) ในทางสถิติ จะใช้ค่าความแปรปรวน หรือ
CV ( Coefficienc of Varaince ) มีค่าเท่ากับ ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน / ค่าเฉลี่ย
โดยที่แนวคิด ทาง Supply Chain จะใช้การลดค่า CV ให้น้อยลงให้มากที่สุด โดย
1. การลด ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน ( SD ) ไม่สามารถทำได้ในทางปฎิบัติ เนื่องจากเราไม่สามารถกำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแน่นอน
2. การเพิ่ม ค่าเฉลี่ย หรือการ Penetration นั่นหมายถึง การเพิ่มยอดขาย ขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในทางปฎิบัติ สามารถทำได้ แต่เป็นสิ่งที่ยาก เนื่องจากจะต้องกลยุทธ์ Penetration ตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ
3. เพิ่ม N ! จากแนวคิดที่ว่า ค่าเฉลี่ย แทนยอดขายของสินค้าเพียง 1 ชนิด ดังนั้นการเพิ่มค่าเฉลี่ย จะทำได้อีกวิธี โดยการขายสินค้าที่มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น หรือกลยุทธ์การตลาดในด้าน Product Development และ Market Development จะทำให้ ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลทำให้ CV ลดลง
ดังนั้น แนวคิดใน Supply Chain ในการลดความไม่แน่นอนของข้อมูล ทำได้โดยการขยายตลาดให้กว้างขึ้น และิสินค้ามีความหลากหลายมากขึ้น
นอกจากนี้ แนวคิดของการลด CV โดยเพิ่ม N ทำให้เกิดแนวคิดที่เรียกว่า RISK Pooling ตามมา ซึ่งจะนำเสนอในบทความครั้งหน้าครับ
ดังนั้น การที่จะเพิ่มประิสิทธิภาพการจัดการใน Supply Chain จะต้องเน้นที่การจัดการข้อมูลให้มีความถูกต้องและมีความผันผวนของข้อมูลได้น้อยที่สุด หรือกล่าวได้ว่า จะต้องทำให้เกิดการลี่นไหลของข้อมูลที่ดี
(Information Flow)
1. การป้องกันปัญหาที่เกิด จาก Pacnic Order หรือยอดขายตกกะใจ เป็นยอดขายที่เกิดขึ้นจากความกังวลว่าสินค้าจะมีความต้องการสูงและมีสินค้าไม่พอขาย จึงเกิดการกักตุนสินค้าเกินความต้องการตลาด ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้ ทำได้โดยการที่ ทำให้เกิดการลื่นไหลของความต้องการที่แท้จริง หรือ อัตราการขายสินค้าที่แท้จริงที่เกิดขึ้น จากปลายน้ำ ไปยังต้นน้ำ ให้มีการใช้ข้อมูลเดี่ยวกัน ทั้ง Supply Chain ยกตัวอย่างเช่น
- การเชื่อมโยงข้อมูล ร้านค้าปลีกแต่ละร้าน ไปยังโรงงานผู้ผลิต รวมถึง Supplier
- การใช้กลยุทธ์ VMI(Vendor Mamanged Inventory) เป็นการวางสินค้าของโรงงานผู้ผลิต ไว้ในโกดังสินค้าของร้านค้า โดยที่กรรมสิทธิ์ ของสินค้ายังเป็นของโรงงานผลิต จะมีการโอนกรรมสิทธ เมื่อขายสินค้า ซึ่งจะทำให้เกิดผลประัโยชน์ ในด้านร้านค้าปลีก ที่มีสินค้าเต็มโกดังตลอดเวลา โดยไม่ต้องลงทุนซื้อสินค้าเพื่อกักตุน เกิดความอุ่นใจ ลด Pacnic Order ในด้านของผู้ผลิต สามารถทราบ Demand ของสินค้าแต่ละชนิด จาการเช็คสินค้าภายในโกดังของร้านค้าปลี่กที่ลดลง ทำให้สามารถกำหนดแผนการผลิตได้อย่างถูกต้องและลดผลจาก Pacnic Order ซึ่งจะทำให้เกิด ฺBullwhisp effect ตามมา
แต่อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญ ในการที่จะทำให้เกิดการไหลของข้อมูลชุดเดี่ยวกันนั้น จะต้องสร้างความร่วมมือใน Supply Chain ให้เกิดความแน่นแฟ้น เปรียบเสมือนการผูกโซ่เชื่อมกัน เป็นองค์กรเดียวกันโดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคสูงสุด
2. การป้องกันปัญหาจากความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นปัจจัยอีกตัวหนึ่งที่ทำให้การคาดการณ์มีโอกาสที่ผิดพลาด จากทฤษฎีการพยากรณ์ที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้
จากการที่ค่าของการพยากรณ์ผิดเสมอ แสดงว่าค่าพยากรณ์จะมีความคลาดเคลื่อน ดังนั้นวิธีการคาดการณ์ ค่าจากการพยากรณ์จะนำแนวคิดของหลัก สถิติ (Statistic) มาใช้ โดย
ค่าเฉลี่ย แทน คาดการณ์ยอดขาย ,
ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน หรือ SD แทนความคลาดเคลื่อนของยอดขาย ที่ไม่เป็นตามค่า
ที่คาด การณ์หรือค่าเฉลี่ย
โดยค่าที่บอก ความไม่แน่นอน( Uncertainty ) ในทางสถิติ จะใช้ค่าความแปรปรวน หรือ
CV ( Coefficienc of Varaince ) มีค่าเท่ากับ ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน / ค่าเฉลี่ย
โดยที่แนวคิด ทาง Supply Chain จะใช้การลดค่า CV ให้น้อยลงให้มากที่สุด โดย
1. การลด ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน ( SD ) ไม่สามารถทำได้ในทางปฎิบัติ เนื่องจากเราไม่สามารถกำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแน่นอน
2. การเพิ่ม ค่าเฉลี่ย หรือการ Penetration นั่นหมายถึง การเพิ่มยอดขาย ขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในทางปฎิบัติ สามารถทำได้ แต่เป็นสิ่งที่ยาก เนื่องจากจะต้องกลยุทธ์ Penetration ตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ
3. เพิ่ม N ! จากแนวคิดที่ว่า ค่าเฉลี่ย แทนยอดขายของสินค้าเพียง 1 ชนิด ดังนั้นการเพิ่มค่าเฉลี่ย จะทำได้อีกวิธี โดยการขายสินค้าที่มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น หรือกลยุทธ์การตลาดในด้าน Product Development และ Market Development จะทำให้ ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลทำให้ CV ลดลง
ดังนั้น แนวคิดใน Supply Chain ในการลดความไม่แน่นอนของข้อมูล ทำได้โดยการขยายตลาดให้กว้างขึ้น และิสินค้ามีความหลากหลายมากขึ้น
นอกจากนี้ แนวคิดของการลด CV โดยเพิ่ม N ทำให้เกิดแนวคิดที่เรียกว่า RISK Pooling ตามมา ซึ่งจะนำเสนอในบทความครั้งหน้าครับ
วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
แนวคิดการพัฒนาระบบ Supply Chain
แนวความคิดของ Supply Chain จะมองความคิดขององค์รวมของ Value Chain โดยแบ่งมุมมองแนวคิดเป็น 2 ด้าน ได้แก่ แนวความคิดในมุมมองฝั่ง Demand หรือ ลูกค้าในส่วนปลายน้ำ และ แนวคิดในมุมมองฝั่ง Supply หรือต้นน้ำ โดยการพัฒนา Supply Chain จะต้องทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น ในแต่ละด้านและทำการพัฒนาควบคู่กันไปทั้ง 2 แนวความคิด
เริ่มจากมุมมองในฝั่ง Demand ผลกระทบที่เป็นอุปสรรค์ต่อเป้าหมายของ Supply Chain ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ประกอบด้วยปัจจัยหลัก 2 ประเด็น คือ
1. ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการคาดเดา ความต้องการของลูกค้าในอนาคต ทั้งนี้เนื่องจากว่า
- การพยากรณ์ผิดเสมอ
- ยิ่งพยากรณ์ หรือคาดเดาในระยะเวลาล่วงหน้ายาวนานเท่าใด ยิ่งผิดพลาดมากขึ้นเรื่อยๆ
- การพยากรณ์โดยรวมๆ เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ง่าย แต่หากพยากรณ์ในรายละเอียดทำได้ยากยิ่ง เช่น การพยากรณ์ยอดขายทั้งปี ทำได้ง่าย แต่หากต้องการพยากรณ์ยอดขายในแต่ละเดือน จะยากและผิดพลาดมากขึ้น และถ้าต้องการทราบว่าในแต่ละเดือน จะขายสินค้าแต่ละชนิดเป็นจำนวนเท่าใด โอกาสในการพยากรณ์ยิ่งผิดพลาดได้มากขึ้นเป็นทวีคูณ
ซึ่งสรุปได้ว่า การพึ่งพิ่งค่าจากการพยากรณ์เพื่อกำหนด Demand นำไปสู่การกำหนดแผนการผลิตมีโอกาสจะทำให้ เกิดความผิดพลาดได้
ทั้งนี้ Supply Chain ได้ระบุสาเหตุที่ทำให้การ Forecast Demand ผิดพลาดได้แก่
Pacnic Order หรือยอดขายตกกระใจ ซึ่งเกิดจากความกังวลของลูกค้า หรือร้านค้าปลีกที่ เล็งเห็นว่าสินค้ามีความสำคัญ กังวลว่าสินค้าจะขายตลาด เนื่องจากเป็นที่ต้องการของลูกค้า จึงมีการกักตุนสินค้าไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้ Demand ณ โรงงานผลิต เกิดความต้องการที่เกินกว่าความต้องการที่แท้จริง และเมื่อเวลาผ่านไป ผู้ค้าปลีกพบว่าความต้องการสินค้า ไม่ได้มากเท่าที่คาดไว้ จึงทำการเร่งระบายสินค้าในโกดัง ส่งผลทำให้โรงงานไม่มี คำสั่งผลิตเข้ามา ซึ่งสิ่งนี้ ได้สร้างปัญหาให้โรงงานผลิตสินค้า ที่จะมีการผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น ในช่วงที่นำมันพืชขาดตลาด ซึ่งโดยปกติแล้ว น้ำมันพืชเป็นสินค้าอุปโภคและบริโภค ซึ่งมีการใช้คงที่ ประกอบกับโรงงานผลิตมี Stock สินค้าเป็นจำนวนหนึ่งสินค้าไม่น่าจะขาดตลาด แต่ทั้งนี้ ความกังวลของกระแสข่าวที่ว่า น้ำมันปาร์มจะขาดตลาดและมีการขึ้นราคา ส่งผลทำให้เกิดการกักตุนทั้งจากผู้บริโภคและร้านค้าปลีกรายย่อย ทำให้น้ำมันพืชขาดตลาดจริงๆ ในช่วงเวลา 2 เดือน
Duplicate Order หรือยอดขายซ้ำ มักเกิดขึ้นกับ ธุรกิจที่มีช่องทางจำหน่ายหลายๆช่องทาง จึงมีโอกาสที่จะเกิดยอดขายที่ซ้ำกันจากลูกค้า 1 ราย เช่น ธุรกิจโรงหนัง ที่มีช่องทางทั้งการจองผ่าน Internet , Call Center รวมถึงซื้อตั๋วที่หน้าโรงหนัง ซึ่งหากเพื่อน 3 คน นัดกันไปดูหนัง แต่ทว่าแต่ละคนได้หวังดี จองตั๋วให้เพื่อนล่วงหน้า โดยนาย ก. จองผ่าน Internet 3 ใบ, นาย ข. โทรไปจองทางโทรศัพท์ 3 ใบ และนาย ค. ไปซื้อตั๋วหน้าโรงให้เพื่อน 3 ใบ จะเห็นได้ว่าจาก ความต้องการดูหนัง 3 คน แต่ที่โรงหนังกลับมียอดจองที่ 9 ที่นั่ง ซึ่งเกินจากความเป็นจริง 6 ใบ หรือ 3 เท่า
Redundant Demand หรือ Demand ส่วนเกิน ซึ่งจากทั้ง Pacnic Order และ Duplicate Order ส่งผลทำให้มี Demand ที่เกินกว่าความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ซึ่งส่งผลต่อการวางแผนการผลิต รวมถึงการจัดการสินค้าต่างๆ ที่เกินกว่าความต้องการลูกค้า แต่ ปัญหาที่รุ่นแรงยิ่งกว่าคือ Redundant Demand เป็นสาเหตุทำให้เกิด Bullwhisp Effect ซึ่งเป็นอุปสรรค์ที่ทำลายระบบ Supply Chain ทั้งระบบ
2. ปัญหาจากความไม่แน่นอน(Uncertainty) เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้และยากแก่การคาดเดาล่วงหน้าได้ เช่น พฤติกรรมความต้องการลูกค้าที่ไม่แน่นอน และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว , อุบัติภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั่งตัว ซึ่งจะส่งผลต่อการกำหนดแผนการผลิตที่ไม่แน่นอน เช่นการขนส่งสินค้าที่อาจพบกับการจราจรที่ติดขัด ทำให้ส่งสินค้าล่าช้ากว่ากำหนด
ประเด็นของปัญหาจากการพยากรณ์และความไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อปัญหาในด้านของ Bullwhisp Effect ซึ่งเป็นอุปสรรค์ที่สำคัญ ที่ต้องแก้ไขให้มีผลกระทบต่อ Supply Chain ให้น้อยที่สุด
Bullwhisp Effect หรือปรากฎการณ์แส้ม้า คือ การที่ความต้องการ(Demand) ที่สั่นไหวเพียงเล็กน้อยที่เกิดจากปลายน้ำหรือลูกค้า และจะมีความสั่นไหวของ Demand มากขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงต้นน้ำ หรือ Supplier ยกตัวอย่างเช่น
สบู่เหลวตรา นกขุนทอง ออกแคมเปนจ์ร่วมกับห้างตัวซี โดยมีการซื้อ 1 แถม 1 ส่งผลให้ลูกค้ามีการซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ซื้อ 4 ชุด หรือ 8 ขวดใหญ่สินค้าหมด Stock ห้างตัวซี อย่างเร็วในเวลา 2 วัน แต่ระยะโปรโมชั่นใช้เวลา 7 วัน ทำให้ โรงงานสบู่เหลวต้องเร่งผลิตสินค้าให้ทันตามความต้องการในช่วงโปรโมชั่น โดยการเร่งเครื่องจักร ทำ OT ทำให้มีต้นทุนที่สูง แต่มีกำไรน้อยลงจากการขายสินค้าครึ่งราคา แต่ทว่าในความเป็นจริงลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อไปแล้วใน 2 วันแรก ทำให้ยอดขายใน 5 วันที่เหลือตกลงมีสินค้าเหลือที่ห้างตัวซี จนเต็มชั้น ทางโรงงานจึงต้องหยุดผลิตกระทันหัน คนงานจึงต้องหยุดงานเนื่องจากไม่มีการผลิต รวมถึงโรงงานสบู่เหลวยังมีสินค้าเหลือเต็มโกดังเนื่องจากคาดว่ายอดขายสินค้าจะเท่ากับ 2 วันแรกที่มีโปรโมชั่น จึงมีการผลิตเผื่อสำรองไว้แล้ว 5 วัน
นอกจากนี้ โรงงานน้ำหอมและโรงงานน้ำมันสบู่ซึ่งเป็นผู้ส่งวัตถุดิบ ก็ได้มีการเร่งผลิตตามคำสั่งซื้อของโรงงานผลิตสบู่เหลว ตามยอดที่ได้มาโดยกว่าจะทราบว่าโรงงานผลิตสบู่ได้หยุดการผลิตและไม่มีความต้องการวัตถุดิบ เวลาก็ผ่านไปแล้ว 5 วัน ส่งผลทำให้ Stock วัตถุดิบในโกดังน้ำหอมและน้ำมันสบู่ มีปริมาณเหลือที่จะส่ง โดยที่ไม่ต้องมีการผลิตเป็นเวลา 10 วัน ทำให้โรงงานทั้ง 2 ต้องปิดการผลิตเป็นเวลา 10 วัน ทำให้สภาพคล่องทางการเงิน ของทั้ง 3 โรงงานแย่ไปตามๆกัน
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ความสั่นไหวของ Demand ส่งผลทำให้ Stock ของผู้ค้าปลีกตัวซี มี 1 วัน ในขณะที่ โรงงานสบู่มี Stock 5 วัน และ โรงงานน้ำหอมและน้ำมันสบู่ มี Stock 10 วัน ซึ่งจะเห็นได้ว่า จากปลายน้ำที่มีผลเล็กน้อย แต่ต้นน้ำกลับได้รับผลกระทบที่รุนแรงขึ้นเรือยๆ .... นอกจากนี้้ยังส่งผลกระทบต่อโรงงานและพนักงาน รวมถึงการดำเนินกิจการ ที่เสียหาย ทั้งระบบ ...............
เริ่มจากมุมมองในฝั่ง Demand ผลกระทบที่เป็นอุปสรรค์ต่อเป้าหมายของ Supply Chain ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ประกอบด้วยปัจจัยหลัก 2 ประเด็น คือ
1. ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการคาดเดา ความต้องการของลูกค้าในอนาคต ทั้งนี้เนื่องจากว่า
- การพยากรณ์ผิดเสมอ
- ยิ่งพยากรณ์ หรือคาดเดาในระยะเวลาล่วงหน้ายาวนานเท่าใด ยิ่งผิดพลาดมากขึ้นเรื่อยๆ
- การพยากรณ์โดยรวมๆ เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ง่าย แต่หากพยากรณ์ในรายละเอียดทำได้ยากยิ่ง เช่น การพยากรณ์ยอดขายทั้งปี ทำได้ง่าย แต่หากต้องการพยากรณ์ยอดขายในแต่ละเดือน จะยากและผิดพลาดมากขึ้น และถ้าต้องการทราบว่าในแต่ละเดือน จะขายสินค้าแต่ละชนิดเป็นจำนวนเท่าใด โอกาสในการพยากรณ์ยิ่งผิดพลาดได้มากขึ้นเป็นทวีคูณ
ซึ่งสรุปได้ว่า การพึ่งพิ่งค่าจากการพยากรณ์เพื่อกำหนด Demand นำไปสู่การกำหนดแผนการผลิตมีโอกาสจะทำให้ เกิดความผิดพลาดได้
ทั้งนี้ Supply Chain ได้ระบุสาเหตุที่ทำให้การ Forecast Demand ผิดพลาดได้แก่
Pacnic Order หรือยอดขายตกกระใจ ซึ่งเกิดจากความกังวลของลูกค้า หรือร้านค้าปลีกที่ เล็งเห็นว่าสินค้ามีความสำคัญ กังวลว่าสินค้าจะขายตลาด เนื่องจากเป็นที่ต้องการของลูกค้า จึงมีการกักตุนสินค้าไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้ Demand ณ โรงงานผลิต เกิดความต้องการที่เกินกว่าความต้องการที่แท้จริง และเมื่อเวลาผ่านไป ผู้ค้าปลีกพบว่าความต้องการสินค้า ไม่ได้มากเท่าที่คาดไว้ จึงทำการเร่งระบายสินค้าในโกดัง ส่งผลทำให้โรงงานไม่มี คำสั่งผลิตเข้ามา ซึ่งสิ่งนี้ ได้สร้างปัญหาให้โรงงานผลิตสินค้า ที่จะมีการผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น ในช่วงที่นำมันพืชขาดตลาด ซึ่งโดยปกติแล้ว น้ำมันพืชเป็นสินค้าอุปโภคและบริโภค ซึ่งมีการใช้คงที่ ประกอบกับโรงงานผลิตมี Stock สินค้าเป็นจำนวนหนึ่งสินค้าไม่น่าจะขาดตลาด แต่ทั้งนี้ ความกังวลของกระแสข่าวที่ว่า น้ำมันปาร์มจะขาดตลาดและมีการขึ้นราคา ส่งผลทำให้เกิดการกักตุนทั้งจากผู้บริโภคและร้านค้าปลีกรายย่อย ทำให้น้ำมันพืชขาดตลาดจริงๆ ในช่วงเวลา 2 เดือน
Duplicate Order หรือยอดขายซ้ำ มักเกิดขึ้นกับ ธุรกิจที่มีช่องทางจำหน่ายหลายๆช่องทาง จึงมีโอกาสที่จะเกิดยอดขายที่ซ้ำกันจากลูกค้า 1 ราย เช่น ธุรกิจโรงหนัง ที่มีช่องทางทั้งการจองผ่าน Internet , Call Center รวมถึงซื้อตั๋วที่หน้าโรงหนัง ซึ่งหากเพื่อน 3 คน นัดกันไปดูหนัง แต่ทว่าแต่ละคนได้หวังดี จองตั๋วให้เพื่อนล่วงหน้า โดยนาย ก. จองผ่าน Internet 3 ใบ, นาย ข. โทรไปจองทางโทรศัพท์ 3 ใบ และนาย ค. ไปซื้อตั๋วหน้าโรงให้เพื่อน 3 ใบ จะเห็นได้ว่าจาก ความต้องการดูหนัง 3 คน แต่ที่โรงหนังกลับมียอดจองที่ 9 ที่นั่ง ซึ่งเกินจากความเป็นจริง 6 ใบ หรือ 3 เท่า
Redundant Demand หรือ Demand ส่วนเกิน ซึ่งจากทั้ง Pacnic Order และ Duplicate Order ส่งผลทำให้มี Demand ที่เกินกว่าความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ซึ่งส่งผลต่อการวางแผนการผลิต รวมถึงการจัดการสินค้าต่างๆ ที่เกินกว่าความต้องการลูกค้า แต่ ปัญหาที่รุ่นแรงยิ่งกว่าคือ Redundant Demand เป็นสาเหตุทำให้เกิด Bullwhisp Effect ซึ่งเป็นอุปสรรค์ที่ทำลายระบบ Supply Chain ทั้งระบบ
2. ปัญหาจากความไม่แน่นอน(Uncertainty) เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้และยากแก่การคาดเดาล่วงหน้าได้ เช่น พฤติกรรมความต้องการลูกค้าที่ไม่แน่นอน และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว , อุบัติภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั่งตัว ซึ่งจะส่งผลต่อการกำหนดแผนการผลิตที่ไม่แน่นอน เช่นการขนส่งสินค้าที่อาจพบกับการจราจรที่ติดขัด ทำให้ส่งสินค้าล่าช้ากว่ากำหนด
ประเด็นของปัญหาจากการพยากรณ์และความไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อปัญหาในด้านของ Bullwhisp Effect ซึ่งเป็นอุปสรรค์ที่สำคัญ ที่ต้องแก้ไขให้มีผลกระทบต่อ Supply Chain ให้น้อยที่สุด
Bullwhisp Effect หรือปรากฎการณ์แส้ม้า คือ การที่ความต้องการ(Demand) ที่สั่นไหวเพียงเล็กน้อยที่เกิดจากปลายน้ำหรือลูกค้า และจะมีความสั่นไหวของ Demand มากขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงต้นน้ำ หรือ Supplier ยกตัวอย่างเช่น
สบู่เหลวตรา นกขุนทอง ออกแคมเปนจ์ร่วมกับห้างตัวซี โดยมีการซื้อ 1 แถม 1 ส่งผลให้ลูกค้ามีการซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ซื้อ 4 ชุด หรือ 8 ขวดใหญ่สินค้าหมด Stock ห้างตัวซี อย่างเร็วในเวลา 2 วัน แต่ระยะโปรโมชั่นใช้เวลา 7 วัน ทำให้ โรงงานสบู่เหลวต้องเร่งผลิตสินค้าให้ทันตามความต้องการในช่วงโปรโมชั่น โดยการเร่งเครื่องจักร ทำ OT ทำให้มีต้นทุนที่สูง แต่มีกำไรน้อยลงจากการขายสินค้าครึ่งราคา แต่ทว่าในความเป็นจริงลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อไปแล้วใน 2 วันแรก ทำให้ยอดขายใน 5 วันที่เหลือตกลงมีสินค้าเหลือที่ห้างตัวซี จนเต็มชั้น ทางโรงงานจึงต้องหยุดผลิตกระทันหัน คนงานจึงต้องหยุดงานเนื่องจากไม่มีการผลิต รวมถึงโรงงานสบู่เหลวยังมีสินค้าเหลือเต็มโกดังเนื่องจากคาดว่ายอดขายสินค้าจะเท่ากับ 2 วันแรกที่มีโปรโมชั่น จึงมีการผลิตเผื่อสำรองไว้แล้ว 5 วัน
นอกจากนี้ โรงงานน้ำหอมและโรงงานน้ำมันสบู่ซึ่งเป็นผู้ส่งวัตถุดิบ ก็ได้มีการเร่งผลิตตามคำสั่งซื้อของโรงงานผลิตสบู่เหลว ตามยอดที่ได้มาโดยกว่าจะทราบว่าโรงงานผลิตสบู่ได้หยุดการผลิตและไม่มีความต้องการวัตถุดิบ เวลาก็ผ่านไปแล้ว 5 วัน ส่งผลทำให้ Stock วัตถุดิบในโกดังน้ำหอมและน้ำมันสบู่ มีปริมาณเหลือที่จะส่ง โดยที่ไม่ต้องมีการผลิตเป็นเวลา 10 วัน ทำให้โรงงานทั้ง 2 ต้องปิดการผลิตเป็นเวลา 10 วัน ทำให้สภาพคล่องทางการเงิน ของทั้ง 3 โรงงานแย่ไปตามๆกัน
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ความสั่นไหวของ Demand ส่งผลทำให้ Stock ของผู้ค้าปลีกตัวซี มี 1 วัน ในขณะที่ โรงงานสบู่มี Stock 5 วัน และ โรงงานน้ำหอมและน้ำมันสบู่ มี Stock 10 วัน ซึ่งจะเห็นได้ว่า จากปลายน้ำที่มีผลเล็กน้อย แต่ต้นน้ำกลับได้รับผลกระทบที่รุนแรงขึ้นเรือยๆ .... นอกจากนี้้ยังส่งผลกระทบต่อโรงงานและพนักงาน รวมถึงการดำเนินกิจการ ที่เสียหาย ทั้งระบบ ...............
Supply Chain Management คืออะไร
หยุดบทความไปเต็มๆ 1 Week เนื่องจากมีสัมนานอกสถานที่ และเปื่อยซะ 2 วันเต็มๆ อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เวลาเสียเปล่า ขอนำ Supply Chain ที่ ศิษพี่ได้ให้เตรียมสื่อการสอนไว้ นำมาเขียนบทความแทนซะเลย
ก่อนอื่นขอ กล่าวเกริ่นนำถึงความจำเป็นของการเกิด Supply Chain ในภาคธุรกิจ เกิดจากการที่ในปัจจุบันซึ่งเป็นกระแสโลกาภิวัฒน์ อีกนั่นแหละ ทำให้สินค้ามี PLC(Product Life Cycle) สั่นลงและมีการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมเข้มข้นและรุนแรงขึ้นอย่างมาก ทำให้สินค้ามีความหลากหลายเพิ่มขึ้น หรือเรียกได้ว่ามี SKU (Stock Keeping Unit หรือชนิดของสินค้า เช่น มาม่า มี 3 รส แต่ละรสมี 3 ขนาด เท่ากับว่ามี 9 SKU ) เพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกันบริษัทต่างๆพยายามที่จะตอบสนองความต้องการลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น โดยนำระบบ Lean Management เข้ามาเพื่อพัฒนาการผลิตให้มีต้นทุนที่ต่ำเหนือกว่าคู่แข่ง แต่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการลูกค้าได้เป็นอย่างดี แต่การจัดการในระบบ Lean นั้นเป็นการจัดการเฉพาะในภายในบริษัท ซึ่งหากการภายนอกบริษัท เช่น จัดส่งสินค้าที่เป็นวัตถุดิบ(ต้นน้ำ) รวมถึงการขนส่งสินค้าไปยังลูกค้า(ปลายน้ำ) ซึ่งเป็นต้นทุนที่มีมูลค่าที่สูงจำนวนหนึ่ง ไม่ดีเพียงพอย่อมส่งผลต่อการผลิตที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ รวมถึงมีต้นทุนที่สูง ดังนั้น Supply Chain จึงจำเป็นที่จะเข้ามามีบทบาทในการ Lean การจัดการต่างๆที่เป็นการเชื่อมโยงวัตถุดิบ ซึ่งเป็นต้นน้ำ ไปยัง ลูกค้าที่เป็นปลายน้ำได้อย่างมีระบบ ควบคู่กับการจัดการภายใน โดย Lean Management จึงทำให้ระบบการปฎิบัติการเกิดประสิทธิภาพสูงสุดระบบ
ดังนั้น ความหมายของ Supply Chain คือ การบูรณาการเข้ากันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและตอบสนองต่อความต้องการลูกค้าได้เป็นอย่างดี
หรือกล่าวได้ว่า การบูรณาการ คือการที่จะต้องเกิดความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นทั้ง Value Chain
จากภาพด้านซ้าย เป็นส่วนประกอบของ Value Chain โดยทั่วไป ซึ่งประกอบด้วยกิจการหรือบริษัทในหลายบริษัท โดยที่บริษัททั้งหมดในส่วนของ Value Chain จะต้องมีการบูรณาการหรือสร้างความร่วมมือเข้าด้วยกันโดยนำระบบ Supply Chain มาประยุกต์ใช้งาน โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าสูงสุด
หรือมองว่า ไม่ได้มีการแบ่งแยกบริษัท แต่เป็นกลุ่มบริษัทต่างๆที่รวมตัวกันเพื่อมีเป้าหมายเดียวกัน
สรุปคือ Supply Chain คือกระบวนการ Lean การเคลื่อนย้าย วัสดุต่างๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ โดยลด Waste ต่างๆออกให้มากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้า สูงสุด
โดย จะต้องให้ความสำคัญต่อความร่วมมือกันในกลุ่มของ Value Chain อย่างเป็นระบบ เปรียบเสมือนกับบริษัทเป็นพนักงานในองค์กร และปฎิบัติงานตามหน้าที่โดยมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้เกิดการเติบโตขององค์กรรวมหรือ Value Chain อย่างต่อเนื่อง
ก่อนอื่นขอ กล่าวเกริ่นนำถึงความจำเป็นของการเกิด Supply Chain ในภาคธุรกิจ เกิดจากการที่ในปัจจุบันซึ่งเป็นกระแสโลกาภิวัฒน์ อีกนั่นแหละ ทำให้สินค้ามี PLC(Product Life Cycle) สั่นลงและมีการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมเข้มข้นและรุนแรงขึ้นอย่างมาก ทำให้สินค้ามีความหลากหลายเพิ่มขึ้น หรือเรียกได้ว่ามี SKU (Stock Keeping Unit หรือชนิดของสินค้า เช่น มาม่า มี 3 รส แต่ละรสมี 3 ขนาด เท่ากับว่ามี 9 SKU ) เพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกันบริษัทต่างๆพยายามที่จะตอบสนองความต้องการลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น โดยนำระบบ Lean Management เข้ามาเพื่อพัฒนาการผลิตให้มีต้นทุนที่ต่ำเหนือกว่าคู่แข่ง แต่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการลูกค้าได้เป็นอย่างดี แต่การจัดการในระบบ Lean นั้นเป็นการจัดการเฉพาะในภายในบริษัท ซึ่งหากการภายนอกบริษัท เช่น จัดส่งสินค้าที่เป็นวัตถุดิบ(ต้นน้ำ) รวมถึงการขนส่งสินค้าไปยังลูกค้า(ปลายน้ำ) ซึ่งเป็นต้นทุนที่มีมูลค่าที่สูงจำนวนหนึ่ง ไม่ดีเพียงพอย่อมส่งผลต่อการผลิตที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ รวมถึงมีต้นทุนที่สูง ดังนั้น Supply Chain จึงจำเป็นที่จะเข้ามามีบทบาทในการ Lean การจัดการต่างๆที่เป็นการเชื่อมโยงวัตถุดิบ ซึ่งเป็นต้นน้ำ ไปยัง ลูกค้าที่เป็นปลายน้ำได้อย่างมีระบบ ควบคู่กับการจัดการภายใน โดย Lean Management จึงทำให้ระบบการปฎิบัติการเกิดประสิทธิภาพสูงสุดระบบ
ดังนั้น ความหมายของ Supply Chain คือ การบูรณาการเข้ากันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและตอบสนองต่อความต้องการลูกค้าได้เป็นอย่างดี
หรือกล่าวได้ว่า การบูรณาการ คือการที่จะต้องเกิดความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นทั้ง Value Chain
จากภาพด้านซ้าย เป็นส่วนประกอบของ Value Chain โดยทั่วไป ซึ่งประกอบด้วยกิจการหรือบริษัทในหลายบริษัท โดยที่บริษัททั้งหมดในส่วนของ Value Chain จะต้องมีการบูรณาการหรือสร้างความร่วมมือเข้าด้วยกันโดยนำระบบ Supply Chain มาประยุกต์ใช้งาน โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าสูงสุดหรือมองว่า ไม่ได้มีการแบ่งแยกบริษัท แต่เป็นกลุ่มบริษัทต่างๆที่รวมตัวกันเพื่อมีเป้าหมายเดียวกัน
สรุปคือ Supply Chain คือกระบวนการ Lean การเคลื่อนย้าย วัสดุต่างๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ โดยลด Waste ต่างๆออกให้มากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้า สูงสุด
โดย จะต้องให้ความสำคัญต่อความร่วมมือกันในกลุ่มของ Value Chain อย่างเป็นระบบ เปรียบเสมือนกับบริษัทเป็นพนักงานในองค์กร และปฎิบัติงานตามหน้าที่โดยมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้เกิดการเติบโตขององค์กรรวมหรือ Value Chain อย่างต่อเนื่อง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




