แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การตลาดขั้นสูง เพื่อการวิเคราะห์กลยุทธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การตลาดขั้นสูง เพื่อการวิเคราะห์กลยุทธ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Five Force แรงกดดัน ทั้ง 5 ต่อสภาวะการสร้างผลกำไร ทางธุรกิจ

หลังจากที่ ได้เรียนรู้ การใช้ Market ต่างๆ ทั้ง Growth .Size และ Share เพื่อวิเคราะห์บรรยากาศการแข่งขันกันมาแล้ว ในบทนี้จะเป็นการวิเคราะห์ถึง ปัจจัยอะไร ที่ส่งผลทำให้เกิดบรรยากาศการแข่งบัน และควรจะปรับเปลี่ยนปัจจัยใด ให้เราสามารถแข่งขั้นได้ โดยนำ Five Force Model มาใช้งาน ....

 Five Force Model by Prof Michael E.Porter
                                                                                                  
Five Force Model เป็นเครื่องมือที่ระบุแนวคิด การดำเนินอุตสาหกรรม ให้มีกำไรสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ซึ่ง Prof. E. Porter ใช้คำว่า Competitiveness หรือขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมากหรือน้อยเพียงใด ดูจากแรงกดดัน 5 ประการ ได้แก่






                1. Threat Of New Comer หรือภัยจากคู่แข่งขันรายใหม่ที่เข้่าสู่ตลาด ยกตัวอย่างเช่น สินค้า OTOP ที่เป็นสินค้าพื้นบ้าน ที่ใช้วัสดุที่หาได้ง่าย มีต้นทุนที่ต่ำ รวมถึงไม่มีตราสินค้าที่แข็งแกร่ง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าตลาดได้ง่าย เลียนแบบสินค้าได้ง่าย ส่งผลต่อโครงสร้างตลาดมีโอกาสจะเป็น Pure Competition หรือตลาดแข่งขันเสรี ได้สูง จึงเป็นอุปสรรคในการสร้างผลกำไร จากการกำหนดราคาสินค้าที่สูงกว่าตลาดได้  ผลของ Threat Of New Comer  จะมีค่าสูง(H)
                ในขณะที่ ถ้าตลาดเช่น พลังงานของ ปตท. เป็นตลาดที่ถูกกำหนดสัมปทานจากภาครัฐ รวมถึงมีการใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล รวมถึงองค์ประกอบและความรู้ในการขุดเจาะน้ำมัน ยังเป็นสิ่งที่ซับซ้อนใช้เวลา ในการเก็บประสบการณ์ที่ยาวนาน ส่งผลทำให้ ผู้ประกอบการรายใหม่ ไม่สามารถเข้าตลาดได้ง่าย จากทั้งการที่ขาดทุนทรัพย์ และบุคคลากรที่มีความรู้ รวมถึงความสัมพันธ์กับภาครัฐ ทำให้ตลาดนี่้้ ไม่ค่อยมีคู่แข่งในตลาด ทำให้เกิดเป็นโครงสร้างตลาดแบบ Almost Monopoly ได้ Threat of New Comer จึงมีค่า ต่ำ(L)s
                  2. Bargaining power of Supplier หรือ อำนาจต่อรองของ Supplier แสดงให้เห็นถึงปัจจัยเกี่ยวกับต้นทุนของกิจการ ถ้า อำนาจต่อรอง Supplier สูง แสดงให้เห็นถึงว่าต้นทุนของสินค้าจะไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้มีภาระต้นทุนที่มากกว่าคู่แข่งที่มีการขยายกิจการไปยังต้นน้ำเช่นการซื้อกิจการของวัตถุดิบ ยกตัวอย่างเช่น TATA ผู้ผลิตรถยนต์ของ India ที่มีศักยภาพในการควบคุมต้นทุนเหล็กได้เหนือกว่าผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ เนื่องจาก TATA มีโรงงานผลิตเหล็กเป็นของตนเอง ทำให้ อำนาจต่อรองจาก Supplier ที่มีต่อ TATA ต่ำ
                  3. Bargaining power of Customer หรืออำนาจต่อรองของลูกค้า แสดงถึงความสามารถของกิจการในการ Mark Up ราคาสินค้าได้มากหรือน้อยเพียงใด ถ้า อำนาจต่อรองลูกค้าสูงหมายถึงสินค้าเราไม่มีความแตกต่าง จึงไม่มีการสร้างคุณค่าแก่ลูกค้ามากนัก การควบคุมราคามักถูกควบคุมโดยตลาด ทำให้เราไม่สามารถกำหนดราคาที่ทำกำไร ได้มาก ในขณะที่ถ้าสินค้าของกิจการมีความแตกต่างในสายตาลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเฉพาะ หรือการที่มีคุณค่าของตราสินค้า เช่น I phone ,หลุย ,Rolex ฯลฯ อำนาจต่อรองลูกค้าที่มีต่อกิจการจะต่ำ ส่งผลทำให้บริษัทกลุ่มนี้มีการทำกำไรสินค้าได้สูงกว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกัน
                  4. Threat of Subsitution หรือภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน อันนี้เป็นตัวแสบของ กลุ่มอุตสาหกรรมยักใหญ่ เนื่องจากในบริษัทที่ประกอบกิจการและครอบครองตลาด จะสามารถสร้างกำแพงขวางผู้ประกอบการรายใหม่ได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่สามารถเข้าตลาดได้ แต่อย่างไรก็ตามหากคู่แข่งมีการพัฒนาสินค้าทดแทนที่ให้คุณค่าดีกว่า จะทำให้มีการแย่งชิง Demand ข้ามตลาดได้ เช่น โกดัก ที่เป็นผู้ผลิตฟิลม์ถ่ายรูป มานาน จัดว่าเป็น Almost Monopoly บริษัทอื่นๆไม่สามารถผลิตฟิลม์มาแข่งขันได้จากการที่มีตราสินค้าที่แข็งแกร่ง แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการพัฒนา Technology ภาพถ่ายดิจิตอล ทำให้ตลาดเปลี่ยนเป็น Sony ที่เป็นผู้สร้างกล้องดิจิตอลเข้ามาแย่งชิง ทำให้ตลาดฟิลม์ถ่ายรูปหดตัวอย่างรวดเร็ว สรุปคือ ถ้า Threat of Subsitution สูงหมายถึงว่าเรามีคู่แข่งอื่นๆเข้ามา  ทำให้เราไม่สามารถกำหนดราคาให้สูงเกินกว่าคุณค่าของสินค้าทดแทนได้
                 5. Internal Rivalry หรือการแข่งขันที่เกิดขึ้นภายในอุตสาหกรรม โดยการนำแรงกดดันทั้ง 4 ประการข้างต้น รวมถึงการวิเคราะห์ Market Size,Market Share และ Market Growth เพื่อให้ทราบถึงลักษณะโครงสร้างตลาด จะทำให้เราทราบได้อย่างชัดเจน ว่าการแข่งขันมีความรุนแรงแค่ไหน และเราจะลดความรุนแรงของการแข่งขันให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยปรับปัจจัยให้มีการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง

.... จากบทความข้างตนแสดงให้เห็นปัจจัยในการกำหนดกำไร ซึ่งหากเราทราบถึงสภาวะปัจจัยต่างๆจะทำให้เราสามารถที่จะ กำหนดกลยุทธ์เพื่อ ปรับปัจจัยต่างๆให้เหมาะสมกับองค์กรได้เป็นอย่างดี
.....  บทความครั้งหน้า จะยกตัวอย่าง Case ของวุฒิศักดิ์ คลีนิก(ขอไม่นำ เถ้าแก่น้อย มาเนื่องจากอาจารย์ใช้ในการสอน) มาให้เห็นถึงปัจจัยต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปทั้ง Market Size ,Market Share,Market Growth ,Five Force และโครงสร้างตลาด .....

Market Share กับการวิเคราะห์โครงสร้างตลาด(Industrail/Market Structure) ตอนที่ 3

      บทความนี้ จะชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของ Market Share กับลักษณะโครงสร้างตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงไป


รูปนี้ขอยืมมาจาก Blog http://www.cookiecoffee.com/tag/market-share ครับ
จากภาพ เรามาลองวิคราะห์ โครงสร้างตลาด ของ Android Tablet ในปี 2011  คำถามคือ จากภาพ Market Share ปี 2011 เป็นโครสร้างตลาดแบบใด?
** คำดอบคือ มีลักษณะเป็น โอลิโก๊ะโพลี่ (Oligopoly) ที่มีผู้นำตลาด คือ Samsung ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็น Almost Monopoly แต่ทว่า!
ตลาดทางด้าน IT มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว จะเห็นว่าในปี 2012 Kiddle Fire ของ Amazon สามารถที่จะตีตลาดของ Samsung ได้ ส่งผลทำให้โครงสร้างตลาดเปลี่ยนแปลงไป เป็น Oligooply ที่ไม่มีผู้นำตลาดชัดเจน

จะเห็นได้ว่า Market Share สามารถบอกการแข่งขันได้ จากการวิเคราะห์โครงสร้างตลาด ทำให้เราสามารถบอกบรรยากาศการแข่งขันในตลาดได้อย่างชัดเจน
            ในบทความต่อไปจะเป็นการนำ Five Force Model ซึ่งเป็นเครื่องมือการตลาดที่ใช้เป็นที่่แพร่หลาย เป็นผลงานอันลือชื่อ ของ Prof E.Porter และความสัมพันธ์ของ Five Foce Model กับโครงสร้างตลาดเป็นอย่างไร นำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างไร ครับ .......... See You

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Market Share กับการวิเคราะห์โครงสร้างตลาด(Industrail/Market Structure) ตอนที่ 2

       ในตอนที่ 2 นี้จะขอนำ Market Share เพื่อบ่งบอกลักษณะโครงสร้างตลาดต่างๆกันนะครับ

1. Almost Pure Compettiton


 จากภาพ เป็นส่วนแบ่งการตลาดของตลาด PC Desktop หรือ Computer ตั้งโต๊ะที่ใช้ตามบ้านทั่วไป ในประเทศไทย ซึ่งจะเห็นไำด้ว่าตลาดส่วนใหญ่ 52% เป็นตลาดของผู้ประกอบการรายย่อย ในขณะัที่กลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ มีส่วนแบ่งการตลาดที่ 48%
สังเกตุได้ว่า การแข่งขันในตลาดนี้ เป็นตลาดที่ไม่สร้างความแตกต่างสินค้าได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นการนำชิ้นส่วนของ PC จากที่เดียวกันมาประกอบ ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีตราสินค้า สามารถเข้าและออกจากตลาดได้โดยง่าย

2. Monopolistic Competition หรือตลาดผู้ขายมากราย

 ภาพด้านข้าง เป็นตลาดของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการในตลาดอสังหาริมทรัพย์ TOP8 ซึ่งเป็นบริษัทมหาชน กินส่วนแบ่งการตลาดที่ 58% ในขณะที่มีผู้ประกอบการรายย่อย มีส่วนแบ่งการตลาด 42% โดยจะเห็นได้ว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรม ในบริษัท TOP 8 จะมีการสร้างจุดแข่งที่แตกต่างกัน เช่น LH เน้นคุณภาพและชื่อเสียงที่ดีในสายตาผู้บริโภค , Sansiri เน้นการขายสินค้าที่มี Design เอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ,PS เน้นความคุ้มค่าโดยราคาเดียวกันแต่ได้พื้นที่มากกว่า และ PF ที่เน้นพื้นที่โครงการสีเขียว ทะเลสาปและสโมสรขนาดใหญ่ ทันสมัย เป็นต้น
 
3. Oligopoly หรือตลาดผู้ขายน้อยราย

            
               อันนี้เป็นส่วนแบ่งการตลาดของน้ำมันหล่อลื่นในประเทศไทย จะเห็นได้ว่าตลาดตกอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการเฉพาะกลุ่มอยู่ 97.31% ได้แก่ ปตท.,Shell ,Cartex ,Esso ,บางจาก และปิโตรนัส ในขณะที่เป็นของผู้ประกอบการรายเล็กเพียง 2.69%
                ซึ่งจะเห็นได้ว่า การแข่งขันจะเน้นการสร้างคุณสมบัติของสารหล่อลื่น ให้มีประสิทธิภาพสูงแตกต่างกัน เช่นเน้นอัตราการเผาไหม้หมดจด , เน้นการหล่อลื่นยืดอายุการใช้งาน ฯลฯ





4.. Almost Monopoly หรือตลาดผูกขาด


จากภาพเป็นส่วนแบ่งการตลาดของ ยาหม่องน้ำ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ยี่ห้อเซียงเพียวอิ้ว มีส่วนแบ่งการตลาด 80% และเป็นรายอื่นๆ เพียง 20% ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นโครงสร้างตลาดใน ลักษณะเกือบผูกขาด





          จากลักษณะดังกล่าว จะเห็นได้ว่า Market Share สามารถบ่งบอกลักษณะโครงสร้างตลาด ทำให้เราสามารถ คาดเดาลักษณะการแข่งขันได้ชัดเจ้นยิ่งขึ้น ทำให้เราสามารถตัดสินใจในการเลือกที่จะวางแผนการตลาดในการเจาะตลาด หรือแข่งขันกับตลาดเดิมได้อย่างถูกต้องและชัดเจน มากยิ่งขึ้น
          บทความต่อไป จะนำ Market Share เพื่อดูวิวัฒนาการของตลาดและการแข่งขันครับ ..............

Market Share กับการวิเคราะห์โครงสร้างตลาด(Industrail/Market Structure) ตอนที่ 1

   
        
       



        
         ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับโครงสร้างตลาด กันก่อน โดยมีคำถามว่า โครงสร้างตลาดคืออะไร?
ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ! แต่ว่ารู้ว่า โครงสร้างตลาดจะนำแนวคิดของหลักเศรษฐศาสตร์ แบ่งโครงสร้างตลาดเป็น

        1. ตลาด Pure Compettition หรือตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นตลาดที่ไม่มีความแตกต่างของสินค้าและบริการ มักขายสินค้าเหมือนๆกัน ในที่เดียวกัน เช่น สินค้า OTOP ที่นิยมขายของพื้นบ้านเหมือนกันใน นิทรรศการส่งเสริมที่เดียวกัน แน่นอนในเมื่อสินค้าไม่มีความแตกต่าง ย่อมไม่สามารถกำหนดราคาที่สูงกว่าตลาดได้ ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ราคาสินค้าจะถูกควบคุมโดยตลาด ผู้ประกอบการไม่สามารถตั้งราคาให้สูงกว่าคู่แข่งได้ การแข่งขันจึงเป็นลักษณะสงครามราคา
        2. ตลาด Monopolistic Competition หรือตลาดผู้ขายมากราย เป็นตลาดที่มีการพัฒนาจากตลาด Pure Competition โดยผู้ประกอบการเริ่มแข่งขันกันโดยการสร้างความแตกต่างของสินค้าในบริการที่แตกต่างๆ โดยใช้จุดแข็งที่ต่างๆ ที่มี ส่งผลต่อการกำหนดราคาของสินค้าขึ้นอยู่กับความแตกต่าง และความนิยมในสินค้าของผู้บริโภค
        3. ตลาด Oligopoly หรือตลาดผู้ขายน้อยราย จากการแข่งขันในตลาด Monopolistic Competition ซึ่งเริ่มมีการสร้างความแตกต่างของสินค้า ทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถสร้างความแตกต่างของสินค้าได้เหนือกว่าคู่แข่ง เริ่มถอนตัวออกจากตลาด ทำให้ผู้ประกอบการในตลาดมีเพียงไม่กี่รายที่แข่งขันกันเอง ส่งผลต่อ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และจะมีการเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแย่งชิงความเป็นเจ้าตลาด ลักษณะการแข่งขันในตลาดนี้ จะเน้นการพัฒนาสินค้าโดยการ Copy สินค้าคู่แข่ง และนำมาพัฒนาเพิ่มให้เหนือกว่าทำให้ แต่ละผู้ประกอบการจะต้องศึกษาคู่แข่ง รวมถึงพัฒนาสินค้าต่างๆอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโครงสร้างตลาดที่จะเกิด นวัตกรรมใหม่ๆเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงนี้
        4. Pure Monopoly หรือตลาดสินค้าผูกขาด เป็นตลาดที่มีผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงรายเดียว ไม่มีคู่แข่งอยู่ในตลาด ทำให้ผู้ประกอบการสามารถ ควบคุมราคาสินค้าได้ตามใจชอบ เพราะไม่มีสินค้าคู่แข่งเข้ามาตัดราคา ได้แก่ กลุ่มรัฐวิสาหกิจ เช่น ไฟฟ้า ประปา หรือแม้แต่ พลังงานเช่น ปตท. ลักษณะตลาดนี้เป็นตลาดที่ผู้ประกอบการอยากมี อยากเป็น แต่ในทางการตลาดไม่ดี เนื่องจากไม่เกิดการแข่งขัน ทำให้ไม่มีการคิดค้น นวัตกรรมใหม่ๆ สู่ตลาด ทำให้ในระยะยาว หากมีการเปิดกำแพงขวางกันต่าง ๆ เช่น AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้น ในปี 2557 จะมีผลทำให้บริษัทต่างชาติที่มีศักยภาพการแข่งขันสูง เข้ามาแย่งตลาดได้โดยง่าย ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อประเทศชาติ

         จากลักษณะของประเภทโครงสร้างตลาดทั้ง 4 ประเภท จะเห็นได้ว่าการที่เราสามารถบอกได้ว่า ตลาดมีโครงสร้างตลาดแบบได้ จะทำให้ทราบถึงลักษณะการแข่งขันในตลาด ทำให้เราสามารถเลือกการเจาะตลาด หรือการรักษาตลาดได้ จากการคาดการณ์ความรุนแรงของการแข่งขันที่เกิดขี้น

         ทีนี้ Market Share จะเป็นเครื่องมือที่ดี ตัวหนึ่งเพื่อ ดูโครงสร้างตลาดได้ รวมถึงเราสามารถคาดการณ์แนวโน้มของโครงสร้างตลาดและการแข่งขันที่เกิดขึ้นได้ในอนาคต   ....... ติดตามต่อในตอนที่ 2 ครับ

Market Growth,Market Size,Market Structure คืออะไร สำคัญไฉน? EP2

       จากความเดิมในตอนที่แล้ว เรารู้จักกับ Market Growth กันแล้ว เรามาดู Market Share กันบ้างว่า ข้อมูลนี้มันบอกอะไรกับเรา ในการวางแผนการตลาด ........
       Market Share คืออะไร แปลตรงตัว ก็คือส่วนแบ่งการตลาด นักการตลาดนิยมใช้ แผนภูมิวงกลมในการนำเสนอ เพราะมันสามารถบอกให้รู้ถึง ส่วนแบ่งการตลาดของเราและของคู่แข่งทั้งหมดในตลาด

 แล้วมันจะบอกอะไรกับเรา ถ้าลำพังดูเพียงปีเดียวมันแทบจะไม่ได้บอกอะไรกับเราเลย จากภาพตัวอย่าง เป็นส่วนแบ่งการตลาด(Market Share) ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2551 ส่ิงที่บอกกับเราเพียงแค่ ให้ทราบว่า ตลาดส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มของบริษัทอสังหาฯ ที่เป็นมหาชน 58% และอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็ก 42% แสดงว่า รายใหญ่ครองตลาดอยู่ แต่รายเล็กยังมีโอกาสที่จะเป็นรายใหญ่ได้ เนื่องจากเปอร์เซ็นส่วนแบ่งการตลาดของรายใหญ่ยังไม่ครอบคลุมตลาดมากนัก
ทีนี้เรามาลองมอง ส่วนแบ่งการตลาดเป็นเวลา 3 ปีกัน จะเห็นอะไร

จากภาพข้างบนเป็น ส่วนแบ่งการตลาดของอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2551 - 2553
โดยขอยกตัวอย่าง กรณีศึกษา บริษัท PF
            จะเห็นได้ว่า เมื่อดูแนวโน้มของตลาด ตั้งแต่ปี 2551 - 2553 ในด้านของ Market Growth มีการเติบโตตลอดอย่างต่อเนื่องประมาณ 16 - 17% ต่อปี แต่หากมองลึกไปในด้านของ Value Growth ที่ได้เคยกล่าวไปในตอนแรก ที่ใช้ การเติบโตของรายได้/การเติบโตปริมาณการขาย จะมีแนวโน้มที่แสดงถึง ราคาสินค้าที่มีราคาลดลง จากการความนิยมของกลุ่มคอนโดมิเนียมในระดับ 1-2 ล้านที่มีการเติบโตสูงขึ้น
            โดยที่บริษัท PF ซึ่งถ้ามองในด้านยอดขาย จะมีการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นในทุกๆปี แต่ทว่า แสดงถึงความสำเร็จหรือไม่ ?
             ถ้ามองในด้าน Market Share จะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่ายอดขายจะเติบโตทุกๆปี แต่ ในปี 2552 บริษัท PF มีส่วนแบ่งการตลาด ลดลงเหลือ 3% จากเดิม 4% ในปี 2551 แสดงว่าบริษัทมีการเติบโตที่น้อยกว่าตลาดหรือเรียกว่า เสียกลุ่มลูกค้าที่ควรได้ ให้กับคู่แข่งรายอื่ันๆ นั่นเอง
             บทความหน้า ตอนที่ 3 จะกล่าวถึง โครงสร้างตลาด(Industrial/Market Structure) ซึ่งจะต้องใช้ Market Share ประกอบนะครับ ............. Bye *<>* 


วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Market Growth , Market Size , Market Structure คืออะไร สำคัญไฉน ?

       นักการตลาดมักชอบ วาดๆเขียน กราฟเส้ันบ้าง แท่งบ้าง วงกลมบ้าง มันบอกอะไรกับเรา
       เชื่อหรือไม่ ! ข้อมูลพวกนี้ มันบอกให้เรารู้ว่า ตลาดนี้สิดี มาขายของในตลาดนี้ดีกว่า โอกาสทำกำไรงาม แต่จะดูอย่างไร อ่านต่อกันเลย
       Market Growth หรือ การเติบโตของตลาด เป็นค่าที่บอกให้เรารู้ว่า สินค้าที่อยู่ในตลาดนี้ ยังมีความต้องการการซื้อสินค้า เพิ่มขึ้น หรือ ก็คือ มีคนมานิยมซื้อสินค้าและบริืการเพิ่มขึ้น จากในปี่ก่อน นักการตลาดมักชอบใช้ กราฟเส้น ย้อนหลังหลายๆปี ซึ่งเป็นการทำให้เรา เห็นว่าในปีต่อๆไป ตลาดจะมียอดขายเพิ่มขึ้น หรือลดลง นั่นเอง
      ตัวอย่างภาพด้านซ้าย จะเห็นว่า ยอดรายได้เพิ่มขึ้นทุกๆปี แสดงว่า ปีต่อไปตลาดควรจะมียอดรายได้เพิ่มขึ้น แต่ถ้าตลาดมียอดตกลงทุกๆปีละ ก็หนีให้ทันละกัน เพราะตลาดกำลังตาย เช่น ฟิลม์ถ่ายรูป เป็นต้น
         แต่ Market Growth มีข้อพึงระวังนิดนึงนะครับ นักการตลาดทั่วไปมักใช้การเติบโตยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ การเติบโตตลาดมี 2 แบบ คือการเติบโตโดยวัดที่ปริมาณสินค้า หรือวัดที่จำนวนสินค้าที่ขายและ การเติบโต โดยวัดที่ มูลค่าสินค้าหรือยอดขายนั่นเิอง แล้วทำไมต้องระวังละ ให้ลองตอบคำถามนี้ดู ถ้าเราพบว่า
                         ตลาด A .มูลค่าสินค้าโต  10%  , ปริมาณสินค้าที่ขายโต    2%
                         ตลาด B  มูลค่าสินค้าโต  15%  ,  ปริมาณสินค้าที่ขายโต 10%
 สองตลาดนี้มีการเติบโตเหมือนกัน แต่ตลาด B ดูน่าสนใจ เพราะ มูลค่าโต 15% และ สินค้าขายเพิ่ม 10% จากปีก่อน ชิมิ แต่เดี๋ยวก่อน ลองเอา มูลค่าตลาดตั้ง หารด้วย ปริมาณสินค้าที่ขาย จะได้ การเติบโตของมูลค่าต่อสินค้า 1 ชิ้น
                         ตลาด A มีมูลค่าการเติบโตสินค้าต่อชิ้น ที่      5%
                         ตลาด B มีมูลค่าการเติบโตสินค้าต่อช้ิน ที่   1.5%
        เห็นอะไรที่แตกต่างหรือไม่ ?
                         ตลาด A มีการเติบโตของราคาสินค้าที่ขายเพิมขึ้น 5% ในขณะที่ ตลาด B มีการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า 1.5% นั่นหมายถึง ...... โอ้พระเจ้า  ตลาด B มีการแข่งขันรุนแรงจนเริ่ม ทำสงครามราคา หรือหั่นราคากันนั่นเอง(Red Ocean) ในขณะที่ ตลาด A ยังไม่เกิดสงครามราคา จึงทำสามารถขึ้นราคาสินค้าได้มากกว่า มีกำไรสูงกว่า(ฺBlue Ocean)
         ไม่น่าเชื่อ เครื่องมือการตลาดที่แสนพื้นๆ เบๆ จะทำให้เรามองตลาดได้มากขนาดนี้ ...... บทความครั้งหน้า มาดูกันต่อว่า Market Share ให้อะไรกับเราบ้าง ............Bye ครับ              

การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก สำคัญต่อการวางแผนการตลาดอย่างไร

            ในปัจจุบันการดำเนินธุรกิจ มีความยากกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก เนื่องจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ Network ต่างๆที่เกิดขึ้น ทำให้การแลกเปลี่ยนข่าวสารเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ข่าวสารจากมุมโลกหนึ่งใช้เวลาไม่เพียงกี่วินาที อีกมุมโลกก็รู้ทั่วถึง ทำให้ความต้องการผู้บริโภค มีการเปลียนแปลงที่รวดเร็วกว่าในอดีตกาล ดังนั้น บริษัทที่จะอยู่รอดและเติบโต จะต้องเป็นบริษัทที่สามารถเปลี่ยนแปลงและปรับตัวกับสภาวะต่างๆที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้
             จากการที่สภาวะภายนอกที่ไม่แน่นอน เราไม่สามารถที่จะกำหนดทิศทางได้ตามที่ใจเราต้องการ ดังนั้น เราจึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาวะภายนอก หรือสภาวะตลาด จึงทำให้นักการตลาดที่ดี ควรที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลใน อดีตและปัจจุบัน เพื่อนำไปวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือทางการตลาด จะนำไปสู่การกำหนดวิธีการทำการตลาดให้เกิดผลที่ดี อย่างต่อเนื่อง
            
             เอาละ เรามาเริ่มทำความรู้จัก การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก ด้วยเครื่องมือการตลาดประเภทต่างๆกันเถอะ  ...................... Let 's Go!